คำถามที่พบบ่อย

การเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง คืออะไร? ทำไมเจ้าของน้องหมาน้องแมวจึงเริ่มสนใจเก็บสเต็มเซลล์?
การเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง คือการเก็บ “สเต็มเซลล์หมา” หรือ “สเต็มเซลล์แมว” จากร่างกายของสัตว์เลี้ยง เช่น เลือด ไขมัน หรือสายสะดือแรกเกิด เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการเพาะเลี้ยงและฝากเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพในอนาคต

ปัจจุบัน เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากเริ่มสนใจ “เก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง” เพราะสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูร่างกาย และถูกนำมาใช้ในแนวทางการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงร่วมกับสัตวแพทย์ในหลายภาวะ เช่น ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ โรคไต โรคผิวหนัง และการดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัย

การเก็บสเต็มเซลล์หมาและแมวตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง อาจช่วยคงคุณภาพของเซลล์ได้ดีกว่า เพราะเมื่ออายุมากขึ้น คุณภาพและจำนวนของเซลล์อาจลดลงตามธรรมชาติ

ดังนั้น การเก็บสเต็มเซลล์ไว้ล่วงหน้า จึงเปรียบเสมือนการเตรียม “โอกาสในการดูแลสุขภาพในอนาคต” ให้กับสัตว์เลี้ยงที่เรารัก

PetGeneX ให้บริการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัขและแมว พร้อมบริการเพาะเลี้ยงและฝากเก็บสเต็มเซลล์ภายใต้มาตรฐานห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยให้เจ้าของสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ
สเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง?
สเต็มเซลล์สามารถใช้ฟื้นฟูและรักษาโรคต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ เช่น

โรคข้อเสื่อม / ข้อสะโพกเสื่อม
ช่วยลดการอักเสบ บรรเทาอาการเจ็บ และซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน

โรคไตเรื้อรัง
ช่วยลดภาวะอักเสบในไต และชะลอการเสื่อมของการทำงานของไต

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง / โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune)
ช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

แผลเรื้อรัง / แผลหายช้า
ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่และฟื้นฟูเนื้อเยื่อให้หายไวขึ้น

โรคทางระบบประสาท / การบาดเจ็บของเส้นประสาท
มีการศึกษาเบื้องต้นว่าสเต็มเซลล์อาจช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาทได้บางส่วน

โรคตับ (Liver Disease)
เช่น ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง หรือภาวะตับเสื่อมในสัตว์เลี้ยง สเต็มเซลล์อาจช่วยลดการอักเสบและส่งเสริมการฟื้นตัวของเซลล์ตับ

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD Inflammatory Bowel Disease)
ในบางเคสที่ตอบสนองต่อยาช้า การใช้สเต็มเซลล์อาจช่วยลดการอักเสบของลำไส้ได้

ภาวะบาดเจ็บของกระดูก/กล้ามเนื้อ
เช่น กระดูกแตก เส้นเอ็นฉีก หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด สเต็มเซลล์ช่วยเร่งการซ่อมแซมและลดเวลาการพักฟื้น

ภาวะผิวหนังอักเสบ/แผลไฟไหม้/แผลที่หายช้า
สเต็มเซลล์สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในบริเวณที่ผิวหนังเสียหาย

ภาวะโลหิตจางจากไขกระดูก (Bone Marrow Suppression)
มีการทดลองใช้สเต็มเซลล์ในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดใหม่

ฟื้นฟูร่างกายหลังจากการผ่าตัดใหญ่ / ผ่าตัดเนื้องอก
เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานสมบูรณ์เร็วขึ้น ลดการอักเสบเรื้อรัง


หมายเหตุ: การใช้สเต็มเซลล์ควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของสัตวแพทย์ และขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของน้องแต่ละตัว การเก็บสเต็มเซลล์ไว้ตั้งแต่วันนี้ ช่วยให้น้องมีโอกาสในการรักษาที่รวดเร็ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้
ควรเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงตอนไหนดีที่สุด?

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ “เก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง” คือ ช่วงที่น้องหมาหรือน้องแมวยังสุขภาพแข็งแรง และอายุยังไม่มาก

เนื่องจากเมื่อสัตว์เลี้ยงอายุมากขึ้น หรือเริ่มมีโรคประจำตัว ภาวะอักเสบ หรือภาวะเสื่อมต่าง ๆ คุณภาพและจำนวนของสเต็มเซลล์ตามธรรมชาติอาจลดลงตามอายุ ทำให้การเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่ช่วงที่ร่างกายยังสมบูรณ์ อาจช่วยคงคุณภาพของเซลล์ไว้ได้ดีกว่าในระยะยาว

เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากจึงเลือกเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก วัยโตเต็มวัย หรือก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ
เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพในอนาคต

ช่วงเวลาที่นิยมเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง

  • ช่วงที่น้องยังแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว
  • ช่วงก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ
  • ช่วงทำหมัน (สำหรับการเก็บสเต็มเซลล์จากไขมัน)
  • ช่วงแรกเกิด (สำหรับการเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือ)

โดยเฉพาะการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด ซึ่งเป็นนวัตกรรมของ PetGeneX ช่วยให้สามารถเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องวางยา และเหมาะสำหรับการวางแผนสุขภาพระยะยาวตั้งแต่วันที่น้องยังแข็งแรง

ถ้าน้องหมาหรือน้องแมวป่วยแล้ว ยังสามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้ไหม?

สามารถเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงได้ในบางกรณี แม้ว่าน้องหมาหรือน้องแมวจะมีโรคประจำตัวหรือมีภาวะเจ็บป่วยอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมในการ “เก็บสเต็มเซลล์หมา” หรือ “เก็บสเต็มเซลล์แมว” จะขึ้นอยู่กับชนิดของโรค อายุ สุขภาพโดยรวม และการประเมินของสัตวแพทย์

ในสัตว์เลี้ยงที่มีภาวะอักเสบเรื้อรัง โรคเรื้อรัง หรือมีอายุมาก คุณภาพและจำนวนของสเต็มเซลล์อาจลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรง ดังนั้น การเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่ก่อนป่วยจึงมักเป็นช่วงที่เหมาะสมกว่าในด้านคุณภาพของเซลล์

อย่างไรก็ตาม ในบางเคส สัตวแพทย์อาจยังสามารถพิจารณาเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้ ขึ้นอยู่กับผลตรวจสุขภาพ และความเหมาะสมของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว

กรณีที่ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเก็บสเต็มเซลล์

- ภาวะติดเชื้อรุนแรง
- โรคทางเลือดบางประเภท
- ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ
- สัตว์เลี้ยงที่มีภาวะร่างกายอ่อนแอมาก


PetGeneX และทีมสัตวแพทย์จะช่วยประเมินว่าน้องเหมาะกับการเก็บสเต็มเซลล์หรือไม่ และแนะนำแนวทางที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว

การเก็บสเต็มเซลล์ในสัตว์เลี้ยง เก็บอย่างไร? แตกต่างกันอย่างไร?
การเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง สามารถเก็บได้จากทั้งหมด 4 แหล่งหลัก ได้แก่ เลือด ไขมัน ไขกระดูก และสายสะดือ โดยแต่ละวิธีมีข้อแตกต่างกันทั้งในด้านขั้นตอน ความเหมาะสม และระดับความรุกราน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน PetGeneX แนะนำการเก็บสเต็มเซลล์จาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ เลือด ไขมัน และสายสะดือ เนื่องจากเป็นวิธีที่เหมาะสม ปลอดภัย และเหมาะกับการเก็บเพื่อวางแผนสุขภาพในระยะยาวมากกว่า


1. การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด Peripheral Blood Stem Cells (PBSCs)
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย และมีความรุกรานต่ำที่สุด
ใช้การเจาะเลือดในปริมาณที่เหมาะสมโดยสัตวแพทย์ โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องวางยาสลบ และไม่ต้องใช้สารกระตุ้นใด ๆ
PetGeneX คือเจ้าแรกในประเทศไทยที่สามารถเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์เมเซนไคม์ (MSCs) จากเลือดสัตว์เลี้ยงได้สำเร็จ

ข้อดี
  • ไม่ต้องผ่าตัด
  • ไม่ต้องวางยาสลบ
  • แผลเล็ก ฟื้นตัวไว
  • ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด
  • เหมาะสำหรับเก็บสเต็มเซลล์เชิงป้องกันในอนาคต

เหมาะสำหรับ
น้องหมาและน้องแมวที่ยังสุขภาพดี และเจ้าของที่ต้องการเก็บสเต็มเซลล์ไว้ใช้ในอนาคต


2. การเก็บสเต็มเซลล์จากไขมัน Adipose Tissue Stem Cells
เป็นการเก็บสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง เช่น บริเวณหน้าท้องหรือขาหนีบ
กระบวนการนี้จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเล็กและวางยาสลบ จึงมักนิยมทำร่วมกับการทำหมัน หรือการผ่าตัดอื่น ๆ

ข้อดี
  • พบสเต็มเซลล์ได้ในปริมาณค่อนข้างสูง
  • เป็นแหล่งที่นิยมใช้ในวงการ Regenerative Medicine

ข้อจำกัด
  • ต้องผ่าตัด
  • ต้องวางยาสลบ
  • มีระยะพักฟื้นหลังเก็บ

เหมาะสำหรับ
สัตว์เลี้ยงที่มีแผนทำหมัน หรือมีแผนผ่าตัดอยู่แล้ว


3. การเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูก Bone Marrow Stem Cells
เป็นการเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูกบริเวณกระดูกสะโพกหรือต้นขา ซึ่งจำเป็นต้องวางยาสลบและทำหัตถการที่มีความซับซ้อนมากกว่า
โดยทั่วไป วิธีนี้จะใช้ในบางกรณีทางการแพทย์เฉพาะทาง เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือด หรือภาวะไขกระดูกผิดปกติ

ข้อจำกัด
  • เป็นหัตถการที่มีความรุกรานสูงกว่า
  • มีความซับซ้อนมากกว่า
  • มีความเสี่ยงและความเจ็บมากกว่าวิธีอื่น
  • ไม่เหมาะสำหรับการเก็บเชิงป้องกันทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ PetGeneX จึงไม่แนะนำให้เก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูก เพื่อการเก็บล่วงหน้าในสัตว์เลี้ยงทั่วไป และมักแนะนำให้เลือกการเก็บจากเลือด ไขมัน หรือสายสะดือแทน ซึ่งมีความปลอดภัยและเหมาะสมกว่าในการวางแผนสุขภาพระยะยาว


4. การเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือ Umbilical Cord Stem Cells
เป็นการเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือของลูกสุนัขหรือลูกแมวแรกเกิด โดยเก็บเพียงครั้งเดียวหลังคลอด จึงไม่รบกวนสุขภาพของแม่สัตว์
สเต็มเซลล์จากสายสะดือถือเป็น “Virgin Cells” หรือเซลล์ที่ยังมีความอ่อนวัยสูง และยังไม่ผ่านกระบวนการเสื่อมของร่างกาย

ข้อดี
  • เซลล์มีความอ่อนวัยสูง
  • เก็บได้ตั้งแต่แรกเกิด
  • เหมาะสำหรับการวางแผนสุขภาพระยะยาว

ข้อจำกัด
  • ต้องวางแผนล่วงหน้า
  • เก็บได้เฉพาะช่วงคลอดเท่านั้น

เหมาะสำหรับ
คุณแม่สัตว์ที่กำลังตั้งครรภ์ ฟาร์มเพาะพันธุ์ หรือเจ้าของที่ต้องการเก็บ “เซลล์ที่ดีที่สุด” ตั้งแต่กำเนิด


การเลือกวิธีเก็บสเต็มเซลล์หมาและสเต็มเซลล์แมว ควรพิจารณาจากอายุ สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และความเหมาะสมของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว โดยสัตวแพทย์และทีมงาน PetGeneX จะช่วยประเมินและแนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับน้องแต่ละตัว
สเต็มเซลล์ช่วยชะลอวัยหรือฟื้นฟูสุขภาพของสัตว์เลี้ยงได้ไหม?
ปัจจุบัน “สเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง” ได้รับความสนใจมากขึ้นในด้านการฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัย เนื่องจากสเต็มเซลล์มีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในร่างกาย

เมื่อสัตว์เลี้ยงอายุมากขึ้น ร่างกายอาจเริ่มเกิดภาวะเสื่อม การอักเสบเรื้อรัง หรือการทำงานของอวัยวะบางส่วนลดลง เช่น ข้อเสื่อม กล้ามเนื้ออ่อนแรง การเคลื่อนไหวลดลง หรือสุขภาพโดยรวมไม่แข็งแรงเหมือนเดิม

สเต็มเซลล์จึงถูกนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงสูงวัย โดยอาจช่วยในด้านต่าง ๆ เช่น

  • การฟื้นฟูสุขภาพที่มีการศึกษาเกี่ยวข้องกับสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง
  • ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
  • สนับสนุนการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อและข้อต่อ
  • ช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิต
  • สนับสนุนการฟื้นตัวหลังการบาดเจ็บหรือผ่าตัด
  • ช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การใช้สเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพหรือชะลอวัย ควรอยู่ภายใต้การดูแลและดุลยพินิจของสัตวแพทย์ และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว

ด้วยเหตุนี้ เจ้าของจำนวนมากจึงเริ่มสนใจ “เก็บสเต็มเซลล์หมา” และ “เก็บสเต็มเซลล์แมว” ตั้งแต่วันที่น้องยังแข็งแรง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตในอนาคต
ราคาในการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง?

แพ็กเกจการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงของ PetGeneX มีหลายรูปแบบ
เพื่อให้เหมาะกับการดูแลสุขภาพของน้องในแต่ละครอบครัว




ถ้าน้องหมาหรือน้องแมวอายุมากแล้ว ยังเก็บสเต็มเซลล์ได้ไหม?
น้องหมาและน้องแมวที่อายุมากแล้ว ยังสามารถเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงได้ ในหลายกรณี
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมในการเก็บสเต็มเซลล์หมาหรือสเต็มเซลล์แมว จะขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว และการประเมินของสัตวแพทย์

เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอายุมากขึ้น คุณภาพและจำนวนของสเต็มเซลล์ตามธรรมชาติอาจลดลงตามวัย รวมถึงอาจมีภาวะอักเสบหรือโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อคุณภาพของเซลล์ได้ ดังนั้น การเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่ช่วงที่น้องยังแข็งแรงจึงมักเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด

อย่างไรก็ตาม ใน สัตว์เลี้ยงสูงวัยบางตัวที่ยังมีสุขภาพโดยรวมดี สัตวแพทย์อาจยังสามารถพิจารณาเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้ โดยเฉพาะการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด ซึ่งเป็นวิธีที่มีความรุกรานต่ำ ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องวางยาสลบ

ปัจจัยที่สัตวแพทย์ใช้พิจารณา
  • อายุของสัตว์เลี้ยง
  • โรคประจำตัว
  • ภาวะอักเสบหรือการติดเชื้อ
  • สุขภาพโดยรวม
PetGeneX และทีมสัตวแพทย์จะช่วยประเมินว่าน้องเหมาะกับการเก็บสเต็มเซลล์หรือไม่ และแนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว
เก็บสเต็มเซลล์ให้น้องหมาน้องแมว เก็บไปทำอะไร? แล้วจำเป็นแค่ไหน?
การเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง คือการเก็บ “เซลล์ต้นกำเนิด” ของน้องหมาและน้องแมวไว้ตั้งแต่วันที่ร่างกายยังแข็งแรง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพสำหรับอนาคต

ปัจจุบัน “สเต็มเซลล์หมา” และ “สเต็มเซลล์แมว” ถูกนำมาใช้ในวงการสัตวแพทย์เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูร่างกายในหลายภาวะ เช่น ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ โรคไต โรคผิวหนัง ปัญหาการเคลื่อนไหว และการดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัย โดยการใช้งานขึ้นอยู่กับการประเมินและดุลยพินิจของสัตวแพทย์

หลายคนอาจสงสัยว่า “จำเป็นไหมที่ต้องเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง?”
คำตอบคือ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน แต่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเจ้าของที่ต้องการวางแผนดูแลสุขภาพระยะยาวให้สัตว์เลี้ยงที่รัก

เพราะเมื่อสัตว์เลี้ยงอายุมากขึ้น คุณภาพและจำนวนของสเต็มเซลล์ตามธรรมชาติอาจลดลง การเก็บสเต็มเซลล์ไว้ตั้งแต่วันที่น้องยังสุขภาพดี อาจช่วยคงคุณภาพของเซลล์ไว้ได้ดีกว่า และช่วยให้มีเซลล์ของน้องเองพร้อมใช้งานในอนาคต

หลายครอบครัวจึงเลือกเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง เพราะเปรียบเสมือนการเตรียมอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพของลูก ๆ ในวันที่ร่างกายอาจต้องการการฟื้นฟูเพิ่มเติม

หากต้องการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

หากต้องการ “เก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง” ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์หมาหรือสเต็มเซลล์แมว เจ้าของควรเตรียมข้อมูลสุขภาพและตรวจประเมินเบื้องต้นกับสัตวแพทย์ เพื่อช่วยประเมินความเหมาะสมของการเก็บเซลล์

การเตรียมตัวอาจแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บสเต็มเซลล์ เช่น การเก็บจากเลือด ไขมัน หรือสายสะดือ


การเตรียมตัวก่อนเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง

1. ตรวจสุขภาพเบื้องต้นกับสัตวแพทย์

สัตวแพทย์จะประเมินสุขภาพโดยรวม อายุ โรคประจำตัว ภาวะอักเสบ หรือการติดเชื้อ เพื่อดูว่าน้องเหมาะกับการเก็บสเต็มเซลล์หรือไม่


2. เตรียมข้อมูลสุขภาพของสัตว์เลี้ยง
เช่น
- อายุ
- น้ำหนัก
- ประวัติการรักษา
- โรคประจำตัว
- ยาที่ใช้อยู่
- ประวัติการผ่าตัดหรือโรคเรื้อรัง

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมสัตวแพทย์สามารถวางแผนการเก็บสเต็มเซลล์ได้เหมาะสมมากขึ้น


3. งดอาหาร (เฉพาะบางกรณี)
หากเป็นการเก็บสเต็มเซลล์จากไขมันหรือหัตถการที่ต้องวางยาสลบ อาจจำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนทำหัตถการ ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
แต่หากเป็นการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด ซึ่งเป็นวิธีที่มีความรุกรานต่ำ โดยทั่วไปมักไม่ต้องเตรียมตัวซับซ้อน และไม่ต้องผ่าตัด



หลังเก็บสเต็มเซลล์จะเกิดอะไรขึ้น?
หลังเก็บตัวอย่าง เซลล์จะถูกส่งเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเพื่อ
  • คัดแยกเซลล์
  • ตรวจสอบคุณภาพ
  • เพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนเซลล์
  • ฝากเก็บในระบบอุณหภูมิต่ำมาก (Cryopreservation)
  • เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ที่

 สำนักงานใหญ่

PetGeneX

ธนาคารฝากเก็บสเต็มเซลล์สำหรับสัตว์เลี้ยง

เลขที่ 899/68 หมู่ที่ 21 ต.บางพลีใหญ่

อ. บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540

 ห้องปฏิบัติการจัดเก็บเนื้อเยื่อและเซลล์ต้นกำเนิดสัตว์เลี้ยง

อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2

ห้องปฏิบัติการจัดเก็บเนื้อเยื่อและเซลล์ต้นกำเนิดสัตว์เลี้ยง

อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2

111 ถนนมหาวิทยาลัย ต.สุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา

จ.นครราชสีมา 30000

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้