การดูแลสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน ก้าวไปไกลกว่าการรักษาแบบเดิม ๆ เซลล์บำบัด (Cell Therapy) คือทางเลือกใหม่ ที่ช่วยฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ในร่างกายของน้องหมาน้องแมว ด้วยการใช้สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบ และเสริมการทำงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ


เซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) ชนิด Mesenchymal Stem Cells (MSCs) คืออะไร
ในสัตวแพทย์ สเต็มเซลล์ชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Mesenchymal Stem Cells (MSCs) MSCs คือหัวใจของการรักษาแบบฟื้นฟูอย่างแท้จริง ด้วยความสามารถในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ควบคุมการอักเสบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นตัว จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำมาใช้ในสัตว์เลี้ยงที่ป่วยเรื้อรังหรือเริ่มมีภาวะเสื่อมตามวัย Mesenchymal Stem Cells (MSCs) คือเซลล์ต้นกำเนิดชนิดหนึ่งที่สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ และมีความสามารถในการแปรสภาพ (differentiate) ไปเป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เซลล์กระดูก (Osteoblasts) เซลล์กระดูกอ่อน (Chondrocytes) เซลล์ไขมัน (Adipocytes) เซลล์กล้ามเนื้อ / เส้นเอ็น รวมถึงมีคุณสมบัติพิเศษในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ

รูปแบบการใช้สเต็มเซลล์ชนิดมีเซนไคม์ (MSCs) เพื่อการฟื้นฟูสัตว์เลี้ยง

คือการเก็บสเต็มเซลล์จากร่างกายของสัตว์เลี้ยงตัวนั้นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นจาก เลือด ไขมัน หรือสายสะดือ (ในกรณีของลูกสัตว์แรกคลอด) แล้วนำเซลล์ไปผ่านกระบวนการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้จำนวนเซลล์ที่เพียงพอสำหรับการรักษา โดยสเต็มเซลล์ที่ได้นี้จะถูกเก็บไว้ และสามารถนำกลับมาใช้กับสัตว์เลี้ยงตัวเดิมได้ในอนาคต ซึ่งข้อดีสำคัญคือ
ปลอดภัยสูงสุด เพราะเป็นเซลล์ของน้องเอง
เข้ากับร่างกายได้ 100% ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน
ลดความเสี่ยงเรื่องการแพ้ หรือการปฏิเสธเซลล์จากผู้อื่น
มีคุณสมบัติในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูสุขภาพ
การเก็บ Autologous MSCs จึงเปรียบเสมือน การเก็บทุนสุขภาพสำรอง ที่เจ้าของสามารถวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สัตว์เลี้ยงที่คุณรัก ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในวันที่อาจต้องการความช่วยเหลือ

คือ เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้รับจากสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งมีพันธุกรรมไม่เหมือนกับผู้รับ โดยทั่วไปจะเป็นการบริจาคเซลล์จากสัตว์ตัวอื่นในสายพันธุ์เดียวกัน เพื่อใช้ในการรักษาหรือฟื้นฟูร่างกายสัตว์เลี้ยงคนละตัวกับเจ้าของเซลล์
นำไปใช้รักษาในสัตว์เลี้ยงที่ต้องการการฟื้นฟูเร่งด่วน
ใช้รักษาได้ทันที
เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีเซลล์ของตัวเอง
การใช้สเต็มเซลล์ Allogeneic ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ฟื้นฟูร่างกายสำหรับสัตว์ที่ป่วยหนักหรืออยู่ในภาวะฉุกเฉิน
เซลล์บำบัดถูกนำมาใช้ช่วยฟื้นฟูในหลากหลายระบบของร่างกายสัตว์เลี้ยง เช่น :
โรคระบบกระดูกและข้อต่อ
ข้อเสื่อม / ข้อสะโพกเสื่อม
การบาดเจ็บของกระดูก เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อ
ช่วยลดอาการปวด ลดการอักเสบ และกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
โรคระบบประสาท
อัมพาตจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง
การทำงานของเส้นประสาทเสื่อม
️มีการศึกษาว่าเซลล์ช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของระบบประสาท
โรคไตเรื้อรัง
️ลดการอักเสบภายในเนื้อเยื่อไต และชะลอการเสื่อมของการทำงานของไต
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง / โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune)
สเต็มเซลล์มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
ลดความรุนแรงของอาการอักเสบแบบเรื้อรัง
โรคตับ
ตับอักเสบเรื้อรัง / ตับเสื่อม
️ ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ตับและลดการอักเสบของตับ
โรคผิวหนังและแผลเรื้อรัง
ผิวหนังอักเสบ / แผลหายช้า / แผลไฟไหม้
️ เซลล์ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ และสมานแผลได้รวดเร็วขึ้น
โรคทางเดินอาหาร
ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)
️ ลดการอักเสบของลำไส้ และส่งเสริมการซ่อมแซมเยื่อบุผนังลำไส้
ภาวะโลหิตจางจากไขกระดูก (Bone Marrow Suppression)
ใช้สเต็มเซลล์กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดใหม่ในกรณีที่ไขกระดูกทำงานลดลง
การฟื้นฟูหลังผ่าตัดใหญ่ / ผ่าตัดเนื้องอก
เซลล์ช่วยลดการอักเสบภายใน ส่งเสริมการฟื้นตัวเร็วขึ้น
โรคระบบตา
️สเต็มเซลล์มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบในชั้นตา กระตุ้นการสมานแผล และฟื้นฟูผิวกระจกตาให้กลับมาทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงในการสูญเสียการมองเห็น
ดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัย (ภาวะ Frailty)
เซลล์บำบัดสามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดภาวะอ่อนแรง
ชะลอความเสื่อมของอวัยวะ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่เข้าสู่วัยชรา
เมื่อสัตว์เลี้ยงของคุณก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ โดยเฉพาะช่วงอายุ 7-10 ปีขึ้นไป สัญญาณของ "ความเสื่อมถอย" ของร่างกายจะเริ่มปรากฏ ทั้งในด้านการเคลื่อนไหว ระบบขับถ่าย ระบบภูมิคุ้มกัน และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ภาวะนี้เรียกว่า "ภาวะเปราะบางในสัตว์เลี้ยง" (Frailty Syndrome) ซึ่งคล้ายกับภาวะผู้สูงอายุในคน และเป็นภาวะที่ต้องการการดูแลเฉพาะทางมากขึ้น
เซลล์บำบัด ทางเลือกใหม่ของการฟื้นฟูการใช้เซลล์ต้นกำเนิด (Mesenchymal Stem Cells - MSCs) ในสัตว์เลี้ยงสูงวัย มีบทบาทสำคัญในการ ซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมสภาพ และ ปรับสมดุลระบบในร่างกาย
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดของเซลล์บำบัดในสัตว์สูงวัย ได้แก่:
ลดอาการอักเสบเรื้อรัง เช่น ข้อเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม
เสริมการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น ไต ตับ หัวใจ
ฟื้นฟูระบบประสาท กรณีอัมพาตหรือการเสื่อมของไขสันหลัง
ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงของโรคแพ้ภูมิตัวเอง
ส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ในผิวหนัง แผลเรื้อรัง และกล้ามเนื้อ
ช่วยให้น้องกลับมามีชีวิตชีวา เคลื่อนไหวดีขึ้น กินได้ และร่าเริงขึ้น
เพราะเขาอยู่กับคุณมานาน... ถึงเวลาที่เราจะตอบแทน
เซลล์บำบัดคือ การมอบคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ให้กับสัตว์เลี้ยงในช่วงปลายชีวิต
การวางแผนเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่ยังแข็งแรง จะช่วยให้น้องมี "โอกาส" ในการเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการ
เซลล์ทุกชุดที่นำมาใช้กับน้องหมาน้องแมวจะผ่านการตรวจสอบโดยห้องปฏิบัติการมาตรฐาน เช่น:
ขนาดและรูปร่างของเซลล์
ความมีชีวิต (Viability)
ความสะอาดปลอดเชื้อ
คุณสมบัติของเซลล์ MSCs
จำนวนเซลล์ต่อโดส

ทีมสัตวแพทย์และนักวิทยาศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์

ห้องปฏิบัติการคุณภาพสูง พร้อมระบบจัดเก็บและเพาะเลี้ยงครบวงจร

มีบริการเก็บสเต็มเซลล์ล่วงหน้า
(เพื่อพร้อมใช้เมื่อน้องเจ็บป่วย)

ปลอดภัย โปร่งใส
พร้อมใบรับรองการจัดเก็บ
การจัดเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยมาตรฐานด้านห้องปฏิบัติการ ระบบควบคุมคุณภาพ และขั้นตอนการจัดเก็บที่เหมาะสม เพื่อช่วยรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของเซลล์ในระยะยาว
ที่ PetGeneX กระบวนการเก็บ เพาะเลี้ยง และฝากเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง ดำเนินการภายใต้ระบบควบคุมคุณภาพในห้องปฏิบัติการ พร้อมมีการตรวจสอบคุณภาพของเซลล์ในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การรับตัวอย่าง การคัดแยกเซลล์ การเพาะเลี้ยง ไปจนถึงการจัดเก็บในระบบอุณหภูมิต่ำมาก (Cryopreservation)
นอกจากนี้ การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการหลักของ PetGeneX ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดและการวางยาสลบ เนื่องจากเป็นวิธีที่มีความรุกรานต่ำ และไม่ต้องใช้สารกระตุ้นใด ๆ
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมในการเก็บสเต็มเซลล์หมาและแมว ควรได้รับการประเมินจากสัตวแพทย์ เนื่องจากสุขภาพ อายุ และโรคประจำตัวของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวอาจแตกต่างกัน
แพ็กเกจการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงของ PetGeneX มีหลายรูปแบบ
เพื่อให้เหมาะกับการดูแลสุขภาพของน้องในแต่ละครอบครัว

หากต้องการ “เก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง” ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์หมาหรือสเต็มเซลล์แมว เจ้าของควรเตรียมข้อมูลสุขภาพและตรวจประเมินเบื้องต้นกับสัตวแพทย์ เพื่อช่วยประเมินความเหมาะสมของการเก็บเซลล์
การเตรียมตัวอาจแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บสเต็มเซลล์ เช่น การเก็บจากเลือด ไขมัน หรือสายสะดือ
การเตรียมตัวก่อนเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง
1. ตรวจสุขภาพเบื้องต้นกับสัตวแพทย์
สัตวแพทย์จะประเมินสุขภาพโดยรวม อายุ โรคประจำตัว ภาวะอักเสบ หรือการติดเชื้อ เพื่อดูว่าน้องเหมาะกับการเก็บสเต็มเซลล์หรือไม่
2. เตรียมข้อมูลสุขภาพของสัตว์เลี้ยง
เช่น
- อายุ
- น้ำหนัก
- ประวัติการรักษา
- โรคประจำตัว
- ยาที่ใช้อยู่
- ประวัติการผ่าตัดหรือโรคเรื้อรัง
การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ (Stem Cell Expansion) คือกระบวนการเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ในห้องปฏิบัติการ ภายใต้การควบคุมคุณภาพและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้ได้จำนวนเซลล์ที่เพียงพอสำหรับการฝากเก็บและการนำไปใช้ในอนาคต
หลังจากเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์จากเลือด สเต็มเซลล์จากไขมัน หรือสเต็มเซลล์จากสายสะดือ
เซลล์จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก ตรวจสอบคุณภาพ และเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ
เนื่องจากจำนวนสเต็มเซลล์ที่ได้จากการเก็บครั้งแรกอาจมีไม่มากเพียงพอต่อการใช้งาน การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ให้เหมาะสมสำหรับการฝากเก็บระยะยาว และเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต ภายใต้ดุลยพินิจของสัตวแพทย์
ทำไมการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จึงสำคัญ?
- ช่วยเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ให้เพียงพอ
- ช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต
- ช่วยคัดเลือกและดูแลคุณภาพของเซลล์
- ทำให้การเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เป็นขั้นตอนสำคัญของการฝากเก็บสเต็มเซลล์หมาและแมว
PetGeneX ให้บริการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงภายใต้มาตรฐานห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยดูแลคุณภาพ ความสะอาด และความเหมาะสมของเซลล์สำหรับการฝากเก็บระยะยาว
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ “เก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง” คือ ช่วงที่น้องหมาหรือน้องแมวยังสุขภาพแข็งแรง และอายุยังไม่มาก
เนื่องจากเมื่อสัตว์เลี้ยงอายุมากขึ้น หรือเริ่มมีโรคประจำตัว ภาวะอักเสบ หรือภาวะเสื่อมต่าง ๆ คุณภาพและจำนวนของสเต็มเซลล์ตามธรรมชาติอาจลดลงตามอายุ ทำให้การเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่ช่วงที่ร่างกายยังสมบูรณ์ อาจช่วยคงคุณภาพของเซลล์ไว้ได้ดีกว่าในระยะยาว
เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากจึงเลือกเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก วัยโตเต็มวัย หรือก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ
เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพในอนาคต
ช่วงเวลาที่นิยมเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง
โดยเฉพาะการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด ซึ่งเป็นนวัตกรรมของ PetGeneX ช่วยให้สามารถเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องวางยา และเหมาะสำหรับการวางแผนสุขภาพระยะยาวตั้งแต่วันที่น้องยังแข็งแรง
สามารถเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงได้ในบางกรณี แม้ว่าน้องหมาหรือน้องแมวจะมีโรคประจำตัวหรือมีภาวะเจ็บป่วยอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมในการ “เก็บสเต็มเซลล์หมา” หรือ “เก็บสเต็มเซลล์แมว” จะขึ้นอยู่กับชนิดของโรค อายุ สุขภาพโดยรวม และการประเมินของสัตวแพทย์
ในสัตว์เลี้ยงที่มีภาวะอักเสบเรื้อรัง โรคเรื้อรัง หรือมีอายุมาก คุณภาพและจำนวนของสเต็มเซลล์อาจลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรง ดังนั้น การเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่ก่อนป่วยจึงมักเป็นช่วงที่เหมาะสมกว่าในด้านคุณภาพของเซลล์
อย่างไรก็ตาม ในบางเคส สัตวแพทย์อาจยังสามารถพิจารณาเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้ ขึ้นอยู่กับผลตรวจสุขภาพ และความเหมาะสมของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว
กรณีที่ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเก็บสเต็มเซลล์
- ภาวะติดเชื้อรุนแรง
- โรคทางเลือดบางประเภท
- ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ
- สัตว์เลี้ยงที่มีภาวะร่างกายอ่อนแอมาก
PetGeneX และทีมสัตวแพทย์จะช่วยประเมินว่าน้องเหมาะกับการเก็บสเต็มเซลล์หรือไม่ และแนะนำแนวทางที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว
PetGeneX ให้บริการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงสำหรับน้องหมาและน้องแมว จาก 3 แหล่งหลัก โดยแต่ละแหล่งมีข้อดีและความเหมาะสมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ และความต้องการของเจ้าของสัตว์เลี้ยง
1. สเต็มเซลล์จากเลือด
PetGeneX คือเจ้าแรกในประเทศไทย ที่สามารถเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์เมเซนไคม์ (Mesenchymal Stem Cells: MSCs) จากเลือดของสัตว์เลี้ยงได้สำเร็จ
การเก็บสเต็มเซลล์หมาและสเต็มเซลล์แมวจากเลือด เป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดความกังวลเรื่องการผ่าตัด เพราะไม่ต้องวางยา ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องใช้สารกระตุ้นใด ๆ ทำให้เป็นกระบวนการที่สะดวก ปลอดภัย และมีความรุกรานต่ำ
เหมาะสำหรับเจ้าของที่ต้องการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงตั้งแต่วันที่น้องยังแข็งแรง โดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัดหรือเก็บไขมัน
ข้อดี
- ไม่ต้องผ่าตัด
- ไม่ต้องวางยาสลบ
- แผลเล็ก ฟื้นตัวไว
- เหมาะสำหรับการเก็บสเต็มเซลล์เชิงป้องกันในอนาคต
2. สเต็มเซลล์จากไขมัน
การเก็บสเต็มเซลล์จากไขมัน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมในวงการสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง โดยเก็บจากเนื้อเยื่อไขมันบริเวณช่องท้องของสัตว์เลี้ยง
กระบวนการนี้จำเป็นต้องมีการวางยาสลบและผ่าตัด เพื่อเก็บเนื้อเยื่อไขมันสำหรับนำเข้าสู่กระบวนการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ในห้องปฏิบัติการ
เหมาะสำหรับเจ้าของที่มีแผนทำหมันให้น้องอยู่แล้ว และต้องการเก็บสเต็มเซลล์ร่วมในการวางยาครั้งเดียว
ข้อดี
- เป็นแหล่งที่พบสเต็มเซลล์ได้ในปริมาณค่อนข้างสูง
- สามารถเก็บร่วมกับการผ่าตัดอื่นได้
3. สเต็มเซลล์จากสายสะดือแรกเกิด
เป็นการเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือของลูกสุนัขหรือลูกแมวแรกเกิด ซึ่งถือเป็นแหล่งเซลล์ที่มีความอ่อนวัยสูง และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต
อย่างไรก็ตาม การเก็บสเต็มเซลล์จากสายสะดือสามารถทำได้เฉพาะในช่วงเวลาคลอดเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้า
เหมาะสำหรับเจ้าของ ฟาร์มเพาะพันธุ์ หรือผู้เพาะเลี้ยงที่ต้องการยกระดับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง และเพิ่มทางเลือกด้านสเต็มเซลล์ให้กับลูกค้าในอนาคต
ข้อดี
- เซลล์มีความอ่อนวัยสูง
- เป็นการเก็บสเต็มเซลล์ตั้งแต่แรกเกิด
- เหมาะสำหรับการวางแผนสุขภาพระยะยาว
การเลือกแหล่งเก็บสเต็มเซลล์หมาหรือสเต็มเซลล์แมว ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ และความเหมาะสมของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว
โดยสัตวแพทย์และทีมงาน PetGeneX จะช่วยประเมินและแนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงของคุณ
การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ของการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง ที่ช่วยให้เจ้าของสามารถ “เก็บสเต็มเซลล์หมา” หรือ “เก็บสเต็มเซลล์แมว” ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
PetGeneX คือเจ้าแรกในประเทศไทยที่สามารถเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์เมเซนไคม์ (MSCs) จากเลือดของสัตว์เลี้ยงได้สำเร็จ และเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนได้เพียงพอต่อความต้องการนำมาใช้ฟื้นฟูร่างกาย โดยการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด
ไม่ต้องวางยาสลบ ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้สารกระตุ้น ทำให้เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย และมีความรุกรานต่ำกว่าการเก็บจากไขมัน
การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด เหมาะสำหรับเจ้าของที่ต้องการวางแผนสุขภาพระยะยาวให้สัตว์เลี้ยงตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของไม่ต้องการให้ผ่านการผ่าตัดหรือดมยาสลบ
ข้อดีของการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด
- ไม่ต้องผ่าตัด
- ไม่ต้องวางยาสลบ
- ไม่ต้องใช้สารกระตุ้นเซลล์
- แผลเล็ก ฟื้นตัวไว
- ลดความกังวลเรื่องภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
- สามารถเก็บได้ตั้งแต่น้องยังสุขภาพดี
เหมาะสำหรับการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงเชิงป้องกันในอนาคต
ปัจจุบัน การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง เพราะช่วยให้เจ้าของเข้าถึงการเก็บสเต็มเซลล์ได้ง่ายขึ้น และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการวางแผนดูแลสุขภาพของน้องในระยะยาว
เจ้าของสามารถติดต่อ PetGeneX เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง โดยทีมงานจะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเก็บสเต็มเซลล์ที่เหมาะสมสำหรับน้องหมาและน้องแมวแต่ละตัว
หลังจากนั้น PetGeneX จะช่วยประสานงานนัดหมายกับโรงพยาบาลสัตว์หรือคลินิกพาร์ทเนอร์ เพื่อให้สัตวแพทย์ประเมินสุขภาพเบื้องต้น และพิจารณาความเหมาะสมในการเก็บสเต็มเซลล์
เมื่อผ่านการประเมินแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างสเต็มเซลล์ตามวิธีที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเก็บจากเลือด ไขมัน หรือสายสะดือ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก ตรวจสอบคุณภาพ เพาะเลี้ยง และฝากเก็บภายใต้มาตรฐานห้องปฏิบัติการของ PetGeneX เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต
และโรงพยาบาลสัตว์พาร์ทเนอร์อีกหลายแห่งทั่วประเทศ
ทั้งนี้ เครือข่ายพาร์ทเนอร์ของ PetGeneX มีการขยายเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถเข้าถึงบริการเก็บสเต็มเซลล์หมาและสเต็มเซลล์แมวได้สะดวกมากขึ้นทั่วประเทศไทย